“อาจารย์ นี่ครับ” คุณยื่นบัตรใส่สองที่ด้านหนึ่งเป็นหนัง อีกด้านเป็นพลาสติกใสให้ผม
“นี่คือ…”
“บัตรสำหรับขึ้นรถราง รถไฟ แล้วก็พวกรถประจำทางครับ”
“ของแบบนี้ไม่ใช่ว่าต้องเอาบัตรประจำตัวประชาชนหรือพาสปอร์ตไปทำเรื่องหรือครับ” ผมถาม คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านเกี่ยวกับความสะดวกสบายในการเดินทางคมนาคมของประเทศนี้ ประชาชน ผู้อาศัยชั่วคราวและนักท่องเที่ยวสามารถแลกบัตรเดินทางไว้สำหรับขึ้นรถสาธารณะต่าง ๆ ไม่ก็เช่าจักรยานจากป้ายจอดจักรยานไฟฟ้าอัตโนมัติได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือในความเป็นจริงก็คือค่าใช้จ่ายรวมอยู่ในภาษี สำหรับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการนี้ก็จะมีบันทึกเอาไว้ให้คำนวณหักลบตอนทำเรื่องขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว
“ใช่ครับ แต่อาจารย์มาอยู่ที่นี่แบบทำเรื่องผ่านสำนักพิมพ์ของเราอยู่แล้ว เลยออกบัตรให้ผ่านข้อมูลในฐานะลูกจ้างสำนักพิมพ์ได้น่ะครับ ทำให้จัดการเรื่องภาษีสะดวกขึ้นด้วย”
“อุตส่าห์ช่วยให้เลี่ยงความยุ่งยากอะไรแบบนั้นได้มากขึ้นอีก ขอบคุณครับ” คุณยิ้มเก้อเขิน ดูรับคำชมไม่ค่อยเป็นทั้งที่ผมไม่ได้ใช้คำชมใหญ่โตสักนิด “ทางสำนักพิมพ์ดูแลผมดีจังเลยนะครับ ผมไม่รู้สึกเหมือนเป็นลูกหนี้เลย”
“อาจารย์ไม่ใช่ลูกหนี้สำนักพิมพ์สักหน่อย” คุณรีบบอก
“แต่ผมก็ไม่เคยได้ยินว่ามีนักเขียนได้รับการดูแลดีขนาดนี้จากสำนักพิมพ์เลยนะครับ” กระทั่งสำนักพิมพ์การ์ตูนยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นยังไม่ขนาดนี้เลยกระมัง แล้วสำนักพิมพ์นี้ แม้จะเป็นหนึ่งในแห่งใหญ่ของประเทศ แต่ผมลังเลจะมั่นใจว่าพวกเขาจะเป็นยักษ์แบบที่นั่น
“เอ เพราะสำนักพิมพ์เราขึ้นชื่อด้านนี้อยู่แล้วละมั้งครับ เจ้าของสำนักพิมพ์ชอบเชิญนักเขียนที่เราได้แปลงานให้บินมาอยู่เรื่อย พวกผมต้องวิ่งวุ่นกันประจำ จริงด้วยสิ ปลายปีนี้คิดว่าอะไรต่อมิอะไรน่าจะลงตัวขึ้น เลยมีแผนจะจัดงานหนังสือ ตีพิมพ์ใหม่หนังสือเก่าหายากแล้วเอย ลดราคาหนังสือที่อายุเกินสามปีเอย ตั้งใจจะเชิญคนในวงการหนังสือด้านต่าง ๆ ของประเทศมาจัดกิจกรรมให้ความรู้ต่าง ๆ มีพวกงานเวิร์คช็อปให้คนเข้าฟรี จะเชิญนักเขียนต่างชาติที่พวกเราแปลงานของคนนั้นกันมาก่อนด้วยครับ ถ้าได้จัด อาจารย์จะได้การดูแลต้อนรับกว่านี้อีก ในฐานะแขกรับเชิญ”
“แต่ที่ผมย้ายมาทำงานที่นี่ ข้ออ้างทางการคือมาเป็นบรรณาธิการนะครับ” ผมยั้งคุณไว้ก่อน
คุณอ้าปากพะงาบ ๆ เหมือนเพิ่งฉุกคิดได้ จากนั้นก็คอตก
“ก็...นอกจากนั้นก็มีเรื่องโครงการจากทางรัฐบาลด้วย วงการหนังสือของประเทศนี้ ด้านหนังสือแปลเราแข็งแกร่งมาก ผมคิดว่าในประเทศมีหนังสือแปลภาษาเราเยอะเทียบเท่าหรือมากกว่าภาษาจีนเสียอีก แต่ด้านผลงานภายในประเทศค่อนข้าง…แผ่ว”
“ไม่ใช่แค่สำหรับสำนักพิมพ์นี้เท่านั้นหรอกหรือเนี่ย”
ผมมาอยู่ที่นี่ในฐานะพนักงานชาวต่างชาติของสำนักพิมพ์ เข้ามาเป็นคนของกองบรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์กล่าวว่าชื่นชอบงานเขียนของผม เป็นงานแรกในรอบหลายสิบปีที่เขาลงมาจัดการดูแลด้วยตัวเอง เมื่อทราบว่าผมมีปัญหาเรื่องหนี้ รวมถึงกำลังจะต้องเลิกเขียนงานให้แก่สำนักพิมพ์เดิมในประเทศ เขาก็เสนอก้อนเงินสำหรับชำระหนี้ให้แก่ผม และขอให้ผมย้ายมาทำงานที่นี่ รวมถึงสัญญาจะให้ที่พักอาศัย ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาดำเนินการตามสัญญาอย่างดิบดี ไม่ได้ทิ้งขว้างหรือใส่ความพยายามเพียงขั้นต่ำ ทั้งหมดนี้แลกกับให้ผมเป็นนักเขียนเงาให้กับชื่อนักเขียนของสำนักพิมพ์ประมาณสามถึงสี่คน
ถ้าอยู่ในประเทศบ้านเกิดต่อ ก็ไม่ทราบว่าผมจะได้กลับไปเขียนงานและตีพิมพ์อีกเมื่อไร ผมจึงตกปากรับคำอย่างไม่ลังเล เหตุผลสำคัญคือเรื่องชำระหนี้ได้เร็วก็จริง แต่ผมเองก็ไม่อยากเผชิญอุปสรรคในวงการสิ่งพิมพ์ตามลำพัง การต้องเขียนงานใต้นามปากกาคนอื่นไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับผมอยู่แล้ว แม้จะนึกเสียงคัดค้านของเพื่อนร่วมอาชีพหรืออาจารย์เก่าบางท่านออกเนือง ๆ อาจารย์วิชาวงการหนังสือศึกษาสมัยผมเรียนมหาวิทยาลัยหลายคนเกลียดนักเขียนเงาราวกับเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ถึงขั้นดุด่าคนในห้องที่เล่าว่าตนเคยทำงานนักเขียนเงาก่อนจะทันรู้ว่าอาจารย์ผู้สอนเกลียดคำนี้จับจิต พยาบาทจับใจ ถึงขั้นกล่าวหาว่าคนทำอาชีพนี้ทำให้วงการเขียนเสียสมดุลและความซื่อสัตย์
ผมไม่เห็นด้วย จึงไม่เคยตั้งใจฟังว่าทำไมพวกเขาถึงเกลียดชังอาชีพนี้ปานนั้น บัดนี้อดคิดมิได้ว่าคงตัดสินใจถูกต้องแล้ว เพราะตนก็ตกลงรับทำอาชีพนี้เต็มตัวเข้าจนได้
“ตอนนี้รัฐบาลมีโครงการให้ทุนสำนักพิมพ์สำหรับดูแลนักเขียน เพราะพวกเขาอยากให้งานนักเขียนมีรูปแบบของงานประจำเป็นหลัก แล้วผลงานใหม่ได้สม่ำเสมอ และมีการคัดกรองเนื้อหาให้มีคุณภาพตรงตามคุณค่าที่รัฐอยากส่งเสริม แต่สำนักพิมพ์นี้และอีกหลายสำนักพิมพ์ส่วนใหญ่เติบใหญ่มาได้จากกลุ่มเพื่อนที่สนิทกัน ผ่านไปยี่สิบปี ทุกคนค่อนข้างอัตตาสูงพอสมควร พวกเขาไม่อยากโดนจำกัดเนื้อหางาน เลยไม่มีใครตกลงเซ็นสัญญาเข้าระบบนี้กัน”
“แต่ถ้าผมออกผลงานให้แทนในชื่อพวกเขาได้ จะถือว่าสำนักพิมพ์มีนักเขียนตรงตามเงื่อนไขโครงการ และยื่นรับเงินจากรัฐได้”
“เจ้าของสำนักพิมพ์ขู่ว่าถ้าไม่ให้ความร่วมมือกัน จะยุบแผนกนวนิยายทิ้ง ให้เหลือแค่วรรณกรรมแปล พวกเขาเลยยอมน่ะครับ ระหว่างที่อาจารย์เขียนงานในนามพวกเขา พวกเขาก็จะได้เขียนงานของตัวเองตามใจชอบ แล้วตีพิมพ์ด้วยนามปากกาอื่น บางคนจะให้ออกชื่อรับเงินค่าลิขสิทธิ์เป็นลูกพวกเขาบ้าง ภรรยาบ้าง สามีบ้าง”
“ผมไม่มีปัญหาหรอก เดิมก็โดนวิจารณ์ว่าลอกสำนวนนักเขียนคนอื่นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
งานของผมมีเรื่องจากประเด็นนี้ ผลงานแรกที่ตีพิมพ์ตอนอายุยี่สิบสอง ผมเขียนแนวสืบสวน แล้วมีแฟนคลับของสตีเฟ่น คิงคิดว่าเป็นงานของสตีเฟ่น คิงในนามปากกาอื่นเพื่อซ่อนความจริงว่า ฝีมือเขาตก กลายเป็นที่ฮือฮากันในอินเตอร์เน็ตจนมีคนเข้าใจผิด ว่าสำนักพิมพ์โฆษณางานเขียนชิ้นนั้นว่าเป็นงานแปลของนามปากกาอื่นของสตีเฟ่น คิง ต่อมาผมเขียนแนววิทยาศาสตร์ ก็โดนหาว่าลอกดักลาส อดัมส์อยู่สักพักหนึ่ง แต่ได้ยินว่ามีแฟนผลงานกลุ่มน้อยของผมเองช่วยเถียงแทน ตามด้วยแฟนกลุ่มใหญ่ของดักลาส อดัมส์แย้งว่างานของผมยังห่างชั้นกับของดักลาส อดัมส์นัก มีแต่พวกที่ดูเฉพาะภาพยนตร์เท่านั้นจะแยกไม่ออก ผมหยุดเขียนงานไปเกือบสี่ปีหลังจากนั้น เพราะไปเริ่มทำงานบริษัทคนรู้จักของพ่อแม่ ไปเป็นอาจารย์พิเศษทุกเย็นวันศุกร์ กลับมาเขียนอีกครั้งเพราะบริษัทนั้นลดจำนวนพนักงานเนื่องจากโรคระบาด กิจการร้านขนมของแม่และป้าของผมเองก็ซบเซา ช่วงนั้นผมเขียนบทความกับเขียนต้นฉบับนิยาย เพ้อฝันว่าบางที ผลงานนี้จะทำเงินก้อนใหญ่ได้
พอได้ตีพิมพ์ขายไม่นาน ไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ ผมกลับโดนหาว่าขโมยต้นฉบับจากอาจารย์คนหนึ่งของผมไปดัดแปลงเป็นงานของตัวเอง บรรณาธิการรุ่นใหญ่หลายคนออกมายืนกรานว่าอาจารย์คนนั้นของผมเคยส่งต้นฉบับให้พวกเขาอ่าน และอาจารย์ก็เล่าเรื่องน่าโศกสลดว่าเคยให้ผมมาที่บ้านพร้อมกับลูกศิษย์คนอื่นในช่วงชั้นปริญญาตรี เพื่อจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีกัน มีบางคนเข้าไปรื้อดูงานเก่า ๆ ของเขา ซึ่งตอนนั้นเขาไม่คิดมากอะไร เพราะไม่คิดว่าจะมีลูกศิษย์ขโมยงานมาดัดแปลงเป็นของตัวเอง ศาลตัดสินให้ยกฟ้องก็จริง เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผมรื้องานของเขามาดู หรือเกิดความเสียหายอะไรกับอาจารย์ที่ไม่เคยตีพิมพ์ต้นฉบับนั้น แต่ก็มีคำวินิจฉัยว่าต้นฉบับของผมเหมือนกับของอาจารย์เกินกว่าจะเรียกว่าบังเอิญ ประเด็นนั้นหลุดไปถึงข้างนอกศาล ไม่ต้องสงสัยเลย สำนักพิมพ์เรียกเก็บงานของผมกลับมาหมด คนส่วนใหญ่ก็คิดว่ามีมูลทั้งนั้น เพราะงานเดิมของผมเคยตกเป็นประเด็นว่ามีเค้าลอกเลียนนักเขียนชาติอื่น
ทั้งชื่อเสียงย่อยยับ ทั้งต้องจ่ายค่าทนาย จ่ายค่าปรับให้กับสำนักพิมพ์ พ่อของผมก็ต้องหาเงินมาจ่ายเงินเดือนที่ค้างอยู่ของพนักงานโรงแรมหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดคน ผมคว้าความช่วยเหลือจากต่างประเทศไว้อย่างไร้ความลังเล ไม่คิดฝันด้วยซ้ำจะมีสำนักพิมพ์ที่เคยซื้องานของผมไปแปลต้องการตัวผมขนาดนี้
“แล้วก็นี่ด้วยครับ ผมลืมเอาให้เมื่อวันก่อน หัวหน้าฝากมาให้ครับ”
คุณยื่นซองใสใส่หน้ากากอนามัยทำจากผ้า ประทับตราสำนักพิมพ์ไว้ใกล้สายคาดหู คุณเองก็ใช้หน้ากากนี้ แวบแรกที่เห็น ผมหลงอนุมานเอาว่าคุณรักสำนักพิมพ์เสียจนสั่งทำใส่เองเสียอีก
ค่อยยังชั่วหน่อย

Comments (0)
See all