เสียงโทรศัพท์มือถือปลุกตามเวลาที่ตั้งไว้ ผมตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อทำอาหารที่เตรียมวัตถุดิบไว้ก่อนเข้านอนให้เสร็จก่อนเจ็ดโมง แล้วบรรจุทุกอย่างใส่กล่องเก็บอาหารที่เพิ่งซื้อมา ของในห้องเพิ่มขึ้นเยอะมากเพียงเพื่อกิจนี้กิจเดียว อุปกรณ์ทำครัวเอย ชุดกล่องเก็บอาหารเอย รวมถึงขาตั้งโทรศัพท์มือถือบนโต๊ะ เพราะผมต้องคอยปรึกษาพ่อกับแม่ตลอดเวลา มิเช่นนั้นคงไม่เป็นชิ้นเป็นอัน มีกระทั่งตะเกียบยาวกว่าตะหลิว เพราะผมไม่อยากเข้าใกล้กระทะน้ำมันท่วมตอนผัดผัก
ผมติดต่อไปหากลุ่มรวมตัวประสาคนบ้านเดียวกันในต่างแดน คนตั้งกลุ่มเป็นผู้หญิง เสียงค่อนข้างมีอายุ เล่าถึงกลุ่มให้ผมฟังว่าไม่ได้มีระเบียบหรือนัดหมายเป็นพิเศษ เดิมเริ่มจากคนวัยเกษียณจัดชั้นเรียนลีลาศที่สวนสาธารณะตอนเจ็ดโมงครึ่งถึงแปดโมงครึ่ง ในกลุ่มก็มีคนชาติอื่นมาเรียนลีลาศด้วย “แต่ส่วนใหญ่เป็นพวกเรากันเองน่ะค่ะ แวะมาได้เลยนะคะ มีทุกเช้าวันเสาร์กับอาทิตย์ อยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าหรอกค่ะ มีพวกนักเรียนที่มาศึกษาต่อด้วย ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เต้นรำกันหมดหรอกค่ะ มานั่งจับกลุ่มคุยแล้วก็กินอาหารที่แต่ละคนทำมามากกว่า ของกินเต็มไปหมดเลยค่ะ” พอเล่าให้ที่บ้านฟัง พวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวว่านั่นเป็นคำบอกแฝงนัยมีของติดมือไปด้วย
เขามีน้ำใจถึงขั้นส่งทั้งแผนที่เป็นรูป ตำแหน่งปักหมุดในโทรศัพท์ และคำอธิบายต้องขึ้นรถประจำทางสายไหนมาให้หลังคุยกันเสร็จ
สวนสาธารณะใหญ่หาง่าย ทว่าศาลานัดรวมตัวของพวกเขาหาค่อนข้างยากเอาเรื่อง ทะเลสาบ ทางวิ่ง สนามหญ้า ผมเดินผ่านกลุ่มรำไทเก๊ก ชมรมกังฟู ชมรมวิ่งไล่จับ รูปปั้นสีเทาหน้าตาเกินร้อยปี รูปปั้นหลากสีสันสมัยใหม่
ศาลาของจริงใหญ่กว่าในหัวผมหลายเท่าตัว คู่เต้นรำขยับพลิ้วไหวตามทำนองเพลงจากลำโพงสองตัวบนม้านั่งที่สร้างไว้โดยรอบในศาลา และมีหลายคนนั่งรับชมพลางกินอาหารไปด้วย ผมเลือกเดินไปทางพวกเขา ผู้หญิงปลายห้าสิบ ผมดัดย้อมสีน้ำตาล สวมเสื้อแขนสามส่วนกับกระโปรงยาวครึ่งแข้งและรองเท้าไร้ลาย ดูบางเสียจนน่าจะเหมือนเดินเหยียบพื้นเท้าเปล่า เขาวางแก้วน้ำหน้าตาเย็นเจี๊ยบลงแล้วเดินมาหาผม “ที่โทรมาเมื่อวันก่อนสินะ ตายจริง หนุ่มกว่าที่คิดเยอะเลย ขอโทษด้วยนะ ฟังแต่เสียงแล้วนึกว่าวัยใกล้กันซะนี่” เสียงเหมือนในโทรศัพท์ ผมทักทายกลับพร้อมยื่นกล่องอาหารให้ “เชิญนั่งก่อนสิ นั่งเลย ๆ หรือว่าเต้นเป็นไหม สนใจหรือเปล่า”
“อย่าดีกว่าครับ”
คนอื่นที่นั่งอยู่พากันหัวเราะเข้าอกเข้าใจ พวกเขาก็คงคล้ายกันกับผม
ผมเป็นหน้าใหม่ในหลายเดือน คนส่วนใหญ่ในกลุ่มย้ายมาอยู่ประเทศนี้นานแล้ว ด้วยงานบ้าง เพราะเกษียณจากงานแล้วบ้าง หนึ่งคนย้ายตามคู่ชีวิตมา พวกเขาเล่าว่ามีนักศึกษาสิบกว่าคน ส่วนใหญ่มาเรียนปริญญาโท แต่วันนี้มากันสองคน คนต่างชาติที่มาเพื่อหาคู่เต้นรำเช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ห้าคน ผมโดนพาแนะนำตัวรอบวง
“อ้าว เคยสอนที่มหา’ ลัยด้วยเหรอ งั้นก็เป็นอาจารย์น่ะสิ” ชายวัยหกสิบกว่าหรืออาจเจ็ดสิบตบบ่าผม “สวัสดีครับ อาจารย์ สอนวิชาอะไรล่ะ”
“การเขียนเชิงสร้างสรรค์ภาษาอังกฤษน่ะครับ”
“อ้าว พวกสายนักเขียนมาอีกคนแล้ว หนูแว่นม่วง เคยเรียนกับอาจารย์แว่นหรือเปล่า”
ได้ชื่อเล่นเร็วเชียว แต่คงช่วยไม่ได้หรอก คนเยอะขนาดนี้ แถมหลายคนดูจะพยายามรู้จักคนทุกคนในนี้เป็นจริงเป็นจังเสียด้วย
หญิงใส่แว่นกรอบม่วง ย้อมผมและทาเล็บสีไลแลคกำลังง่วนกินอาหารเช้า กระดกน้ำดื่ม กลืนของในปากก่อนลุกขึ้นมาหาพวกเรา “เอ่อ ไม่น่าจะเคยนะคะ”
“แล้วนี่มาเรียนเหรอ อาจารย์”
“เปล่าครับ ผมได้งานใหม่ที่นี่น่ะครับ งานบรรณาธิการ”
เกือบเผลอบอกว่ามาเป็นนักเขียนเงาแล้วเชียว หวิดไป ยังดีที่คอยท่องเสมอว่ามาประเทศนี้ในฐานะบรรณาธิการ คนที่รู้ความจริงนอกจากทางสำนักพิมพ์มีแค่พ่อ แม่ และป้า
“ที่นี่หนังสือเยอะนี่เนอะ หนอนหนังสือก็เยอะไปหมดเลย” พวกเขาชี้ไปทางเจ้าของชื่อเล่นหนูแว่นม่วง “แล้วสอนกับเป็นบรรณาธิการอย่างเดียวเลยเหรอ อาจารย์ ไม่เขียนเองบ้างเหรอ”
“ก็นะ ครับ” ผมหยิบซาลาเปาไส้ครีมใส่ปาก ปล่อยคนถามตีความเอาเอง “จะว่าไป งานชั้นครูบ้านเราก็ได้มาแปลขายที่นี่หลายเรื่องนะครับ คนที่นี่ชอบเรื่องไหนกันเหรอครับ เผื่อผมจะหาเรื่องแนวเดียวกันไปเสนอบ้าง”
“ช่าย พวกนิยายน่ะดังน่าดูเลยละ!” ทุกคนแย่งกันตอบ “แปลกจังนะที่ละครกลับไม่ค่อยดังกันเลย”
ผมลองถามหาถึงผลงานของอาจารย์ของผม

Comments (0)
See all