นานมากแล้วจากครั้งล่าสุดที่ได้มานั่งกินอะไรในร้านอาหาร ทำเอานึกประหม่าบอกไม่ถูก เหมือนกลัวว่าอาจจะเข้าใจอะไรผิดทั้งที่บริกรเดินมาพาผมไปนั่งโต๊ะเอง ร้านอาหารบริเวณอาคารสำนักงานของสำนักพิมพ์บรรยากาศต่างจากละแวกอพาร์ตเมนต์ของผมลิบลับ หน้าตาตึกทันสมัยยิ่งกว่า ทุกอย่างโอ่อ่าสูงใหญ่ ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นย่านธุรกิจในเมืองความหนาแน่นประชากรสูง ร้านอาหารเล็ก ๆ ตามซอกหลืบอาศัยป้ายเบ้อเริ่มเทิ่มแขวนข้างใต้ป้ายของร้านใหญ่ ตามตึกสูงก็มีป้ายบอกแน่นขนัดว่ามีร้านดัง ร้านแฟรนไชส์อะไรอยู่ข้างในตึกไม่ต่างจากที่อื่นนักหรอก แต่ผมประทับใจยี่ห้อไม่คุ้นตา หรือโลโก้ที่หายไปจากบ้านเกิดนานแล้ว ทว่ากลับดูขายดีที่นี่แทน
เจ้าของสำนักพิมพ์นัดผมมานั่งร่วมมื้อกลางวันด้วยกันในร้านอาหารญี่ปุ่น ประเภทที่สร้างภายนอกถึงภายในเก็บรายละเอียดภาพจำกลิ่นอายแดนอาทิตย์อุทัยเต็มกำลัง ทั้งพนักงานสวมชุดญี่ปุ่น บริเวณที่นั่งกินเป็นแบบยกพื้นขึ้น ลูกค้าต้องถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งบนเบาะสีชาขุ่น พื้นปูเสื่อ ประตูเลื่อนไม้สีอ่อนบุกระดาษกั้นเป็นห้อง บ่อน้ำติดตั้งไม้ไผ่รองน้ำและเลี้ยงปลาคาร์พฝูงใหญ่
ผมมาเร็วก่อนเวลานัด ทว่าเจ้าของสำนักพิมพ์ก็ยังมาเร็วกว่าผม เขาเป็นชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงน่าดู สวมเสื้อเชิ้ตลายติดแฟชั่นเล็กน้อย ทับด้วยเสื้อนอกสีครีมเหมือนกางเกง หนวดเคราหนาเฟิ้มแต่งอย่างดี แว่นตาทรงเหลี่ยม เขาบอกว่าใส่เพื่ออ่านเมนูกับมองอาหารให้ถนัดเพราะต้องใช้ตะเกียบ ตรงอกเสื้อเขาเสียบแว่นกันแดดไว้ด้วย “หลานผมเรียกเธอว่า ‘อาจารย์’ ทั้งวันเลย จนหลายคนในสำนักพิมพ์กรอกชื่อเธอผิดไปหลายหนแล้ว” เขาเล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงเบิกบาน
คุณไม่ใช่สมาชิกธรรมดาในกองบรรณาธิการจริง ๆ ด้วย คิดถูกแล้วที่บอกกับคุณว่าอยากพบเจ้าของสำนักพิมพ์เป็นการส่วนตัว
เขาหัวเราะขบขัน “รู้อยู่แล้วเหรอ”
“เปล่าหรอกครับ แค่ไม่น่าประหลาดใจเท่าไร พอดีเห็นพวกนักเขียนคู่บุญสำนักพิมพ์สนิทกับเขาออกขนาดนั้น แถมผมไม่คิดว่าบรรณาธิการสำนักพิมพ์ใหญ่แบบนี้จะมีเวลามาเจอผมได้ทุกเมื่อด้วย” ไหนจะวิธีพูดของคุณที่เหมือนสำนักพิมพ์เป็นที่ของคุณนั่นอีก คุณฟังดูเหมือนเด็กน้อยของบ้าน ที่ชอบอะไร พวกผู้ใหญ่ในบ้านก็จะสนอกสนใจจัดหาให้ตามต้องการ “ควรจะเป็นความลับเหรอครับ”
“ไม่เลย เขาก็รู้กันทั้งตึกแหละ บางคนก็ไม่สนใจ บางคนก็จะองุ่นเปรี้ยวสักหน่อย แต่ยังไม่เคยมีปัญหากับการทำงานหรอกนะ” เขาช่างไร้กังวล ทำนองว่ารู้เกี่ยวกับสำนักพิมพ์ของตนเป็นอย่างดี ไม่ใช่ในแง่ว่าเพราะสำนักพิมพ์ของเขาไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ออกไปทางมีกล้องซ่อนอยู่ทุกหนแห่งมากกว่า ผมควรลองถามคุณเรื่องนี้ไหมนะ “เขาไม่ใช่คนทะเยอทะยานอะไรด้วย ตำแหน่งก็ไม่ได้อยากเลื่อน แค่ชอบทำงานกับนักเขียนเฉย ๆ พวกที่จ้องแย่งเก้าอี้กันเลยไม่สนใจเขาหรอก อ๊ะ สั่งได้เลยนะ ผมเลี้ยงเอง”
“ที่จริงผมควรจะเป็นคนเลี้ยงนะครับ คุณช่วยเหลือผมกับครอบครัวไว้ตั้งเยอะ”
“ไม่เอาน่า ผมทำเพราะเห็นว่าดีกับตัวเท่านั้นแหละ เพราะพอเธอเป็นนักเขียนดัง ทั้งเรื่องวุ่นวายตอนผลงานเล่มแรก เล่มสอง รึเล่มสาม ไหนจะที่เป็นนักเขียนเงาให้นักเขียนดังสามคนอีก ทั้งหมดจะกลายเป็นมูลค่าเข้าสำนักพิมพ์ทั้งนั้นเลยนะ”
“เอาความมั่นใจมาจากไหนว่าผมจะดังน่ะครับ”
“เรื่องนั้น คนที่ไม่ใช่เจ้าของชื่อที่จะดังเป็นคนตัดสินอยู่แล้วนี่นา” รอยยิ้มเขาผ่อนคลาย ไม่ได้เจ้าเล่ห์เป็นจิ้งจอก ไม่ได้อารมณ์ดีเกินเหตุ “สำคัญแค่ว่าชอบเขียนก็พอ จะเกลียดพอ ๆ กับที่ชอบก็ได้ ขอแค่ยังมีความชอบก็พอ ผมสนแค่นั้นแหละ จากเธอน่ะนะ ถ้าจากพวกเพื่อนตัวแสบของผม ต้องไปคุยแยกน่ะ” เหมือนเห็นประตูดำที่ผมไม่มีวันเข้าไปยุ่งด้วยชอบกล ท่าทางพวกเขาจะผูกพันกันด้วยมากกว่ามิตรภาพหลายสิบปี ไม่รู้ซี ครอบครัวของคุณร่ำรวยจากสำนักพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยคนบ้าระห่ำสี่คนทำสัญญาแลกเปลี่ยนกับปิศาจหรือเปล่า
นั่นไม่ใช่เรื่องของผมอยู่ดี
“แล้วเธอมีอะไรจะคุยกับผมละ”
“งานส่วนที่ควรจะเป็นงานบรรณาธิการของผมน่ะครับ ขอผมยุ่งมากกว่าแค่อ้างชื่อได้ไหมครับ”
“มาขอข้ามหน้าข้ามตาหัวหน้าเลยนะ”
“แรงจูงใจมาจากเรื่องส่วนตัวน่ะครับ เลยคิดว่าอย่าเอาไปคุยกับคนที่เป็นหัวหน้าตามระบบจะดีกว่า”
“เรื่องส่วนตัวเหรอ สนุกไหม”
“ใช้นินทาคนได้ครับ”
“คนในวงการหนังสือเหรอ”
“ครับ”
“อนุญาต”
ท่าทางจะวงการประเทศไหนก็ชอบเรื่องพวกนี้ – ผมคิดแบบเสียมารยาทต่อคนวงการหนังสือทั่วโลก
“ว่าแต่อาหารที่นี่รสชาติเป็นยังไงบ้าง เหมือนที่บ้านเกิดเธอเลยไหม”
“ผมไม่ใช่คนญี่ปุ่นครับ”

Comments (0)
See all